เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนต่าง ๆ มลพิษทางอากาศเกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีหรืออนุภาคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยแหล่งกำเนิดมาจากทั้งธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม และการคมนาคมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลัก จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, 2019) พบว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดฝนกรดและการลดลงของชั้นโอโซน ปัญหานี้จึงต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มลพิษทางอากาศมีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์และแหล่งกำเนิดทางธรรมชาติ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในโรงงานและยานพาหนะ เป็นแหล่งกำเนิดหลักของคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นอกจากนี้ การปล่อยสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาเศษซากพืชในการทำเกษตรกรรมยังสร้างฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในทางกลับกัน แหล่งกำเนิดทางธรรมชาติ เช่น การปะทุของภูเขาไฟและไฟป่าธรรมชาติ ก็เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่กลับส่งผลกระทบรุนแรงเช่นเดียวกัน
ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพ มลพิษทางอากาศส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต โดยฝุ่น PM2.5 สามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ฝนกรด และการเสื่อมคุณภาพของดินและน้ำ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต้องอาศัยแนวทางที่เป็นระบบและยั่งยืน การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยมลพิษ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้การพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน เช่น การใช้ระบบขนส่งมวลชน การเดินเท้า และการขี่จักรยาน สามารถลดการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้อย่างมาก การจัดการทรัพยากรป่าไม้และการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมก็เป็นแนวทางที่จำเป็น การปลูกป่าเพื่อเพิ่มความสมดุลของธรรมชาติและการจัดการขยะอย่างเหมาะสมจะช่วยลดปริมาณการเผาทำลายที่ก่อให้เกิดมลพิษ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างความตระหนักรู้และการรายงานปัญหามลพิษจะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ
การตรวจวัดคุณภาพอากาศมีบทบาทสำคัญในการควบคุมและป้องกันปัญหามลพิษ โดยเครื่องมือและเทคโนโลยีการตรวจวัดสามารถประเมินค่ามลพิษต่าง ๆ เช่น ฝุ่น PM2.5, PM10, ไนโตรเจนไดออกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศสามารถนำไปใช้ในการวางแผนและดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษ และประเมินประสิทธิภาพของมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา
ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศไทย รวมถึงเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ประสบปัญหานี้อย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากกิจกรรมทางเกษตรกรรมที่แพร่หลาย โดยเฉพาะการเผาเศษวัสดุเหลือใช้จากการทำนาข้าวและอ้อย ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติดั้งเดิมที่ยังพบได้ทั่วไปในอำเภอที่ทำเกษตรกรรม และการเลี้ยงวัว ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การเผาตอซังเหล่านี้ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กสู่บรรยากาศ และกลายเป็นปัญหาสะสมในช่วงฤดูแล้งที่มีลมสงบทำให้ฝุ่นไม่กระจายตัวออกไป
นอกจากนี้ เขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและเศรษฐกิจของจังหวัด มีปริมาณรถยนต์จำนวนมาก โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถยนต์ดีเซลที่ใช้งานมานาน ส่งผลให้เกิดการปล่อยมลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กบางส่วนที่ปล่อยควันและฝุ่นละอองจากกระบวนการผลิต ผนวกกับการขยายตัวของเมืองที่ก่อให้เกิดโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญ ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง ปัจจัยทางสภาพอากาศยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น เนื่องจากกระแสลมที่อ่อนตัวและสภาพภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ
ฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ล้วนเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ปัญหาฝุ่นยังส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานลดลง และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเผชิญกับความเสียหายจากคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่
แนวทางแก้ไขปัญหาในระยะสั้นควรมุ่งเน้นการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมสร้างความตระหนักรู้และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนระยะยาวต้องส่งเสริมเกษตรปลอดการเผา พัฒนาระบบคมนาคมที่ลดมลพิษ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปรับปรุงโรงงานให้ใช้ระบบผลิตที่สะอาด การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนในระยะยาว
ดังนั้นผู้ดำเนินโครงการจึงได้นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการ "Clean Air for Life: ภารกิจพิชิตฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน" ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมการตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย และการสร้างความตระหนักรู้ เตรียมพร้อม การรับมือ และป้องกันอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ของประชาชนในพื้นที่ได้
1. เพื่อประยุกต์ใช้นวัตกรรมการตรวจวัดคุณภาพอากาศ
| # | พื้นที่ | ตำบล | อำเภอ | จังหวัด |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ในจังหวัดเพชรบุรี | นาวุ้ง | เมืองเพชรบุรี | เพชรบุรี |
ระยะเวลาดำเนินงาน (Date)
( ไตรมาส 4) 1 ก.ค. 2569 - 31 ส.ค. 2569กลุ่มเป้าหมาย (Target)
วิธีการดำเนินงาน (Process)
1. ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมตรวจวัดคุณภาพอากาศ
-สำรวจพื้นที่/ประชาคมชุมชน
-ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสำรวจพื้นที่ติดตั้งและกำหนดเป้าหมาย
-ออกแบบนวัตกรรมเครื่องวัดคุณภาพอากาศพร้อมซอฟต์แวร์แสดงผล
-ทดสอบนวัตกรรมคุณภาพอากาศพร้อมซอฟต์แวร์แสดงผล
-ติดตั้งและทดสอบใช้งานในสถานที่จริงโดยแบ่งเป็นรอบติดตั้ง
-ประเมินผลการใช้งาน
ผลผลิต (Output)
ผลลัพธ์ (Outcome)
ผลกระทบ (Impact)
เศรษฐกิจรายละเอียดผลกระทบ (Impact Detail)
ด้านเศรษฐกิจ
-เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทำให้เป็นที่น่า ดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองเที่ยวปลอดภัย เมืองปลอดฝุ่น
ด้านสังคม
-เสริมสร้างความตระหนักและความร่วมมือในชุมชน ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมมือกันในการเฝ้า ระวังและป้องกันฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง
-เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในชุมชนเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ร่วมกันดูแลปัญหา มลพิษและสิ่งแวดล้อม
ด้านสิ่งแวดล้อม
- ลดปริมาณฝุ่นและมลพิษในอากาศ การรณรงค์ให้ความรู้และการเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 ทำให้ปริมาณฝุ่นใน อากาศลดลง ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของมลพิษ จะมีแนวโน้มในการ อนุรักษ์และดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งช่วยให้พื้นที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- ชุมชนในพื้นที่มีแนวทางและเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังปริมาณฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้สามารถดูแล สิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเองและสามารถปรับใช้ความรู้ที่ได้ในชีวิตประจำวัน
ด้านการศึกษา
- สร้างความตระหนักและการเรียนรู้ในชุมชน โครงการช่วยให้ชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 และผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการป้องกันและจัดการมลพิษ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่มี คุณค่าและสามารถนำไปใช้ได้จริง
งบประมาณที่ใช้ (Budget)
3,781,500.00 บาท / Bahtระยะเวลาดำเนินงาน (Date)
( ไตรมาส 4) 1 ม.ค. 2569 - 31 ก.ค. 2569กลุ่มเป้าหมาย (Target)
วิธีการดำเนินงาน (Process)
ผลผลิต (Output)
ผู้เข้าร่วมกิจกรรม: จำนวนประชาชน/กลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ที่เข้าร่วมอบรมหรือกิจกรรมสร้างความตระหนักรู้ จำนวน 400 คน
สื่อ/องค์ความรู้: ได้ชุดสื่อประชาสัมพันธ์ แผ่นพับ คู่มือ หรือสื่อดิจิทัลเกี่ยวกับการป้องกันและรับมือฝุ่น PM 2.5
การจัดกิจกรรม: จำนวน 8 ครั้งของการจัดกิจกรรมอบรม/เสวนา/เวทีชุมชนสร้างความตระหนักรู้
ผลลัพธ์ (Outcome)
ความตระหนักรู้และพฤติกรรมเปลี่ยน: ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการสวมหน้ากากอนามัย หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงฝุ่นสูง
การลดการสร้างมลพิษ: ประชาชนและชุมชนร่วมมือกันลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิด PM 2.5 ในพื้นที่ (เช่น ลดการเผาในที่โล่ง/เผาขยะ)
สุขภาวะในชุมชน: ประชาชนมีทักษะในการดูแลสุขภาพตนเองและครอบครัว ส่งผลให้กลุ่มเสี่ยง (เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วย) มีการเจ็บป่วยจากมลพิษทางอากาศลดลง
ผลกระทบ (Impact)
เศรษฐกิจรายละเอียดผลกระทบ (Impact Detail)
ด้านเศรษฐกิจ
-เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทำให้เป็นที่น่า ดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองเที่ยวปลอดภัย เมืองปลอดฝุ่น
ด้านสังคม
-เสริมสร้างความตระหนักและความร่วมมือในชุมชน ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมมือกันในการเฝ้า ระวังและป้องกันฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง
-เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในชุมชนเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ร่วมกันดูแลปัญหา มลพิษและสิ่งแวดล้อม
ด้านสิ่งแวดล้อม
- ลดปริมาณฝุ่นและมลพิษในอากาศ การรณรงค์ให้ความรู้และการเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 ทำให้ปริมาณฝุ่นใน อากาศลดลง ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของมลพิษ จะมีแนวโน้มในการ อนุรักษ์และดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งช่วยให้พื้นที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- ชุมชนในพื้นที่มีแนวทางและเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังปริมาณฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้สามารถดูแล สิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเองและสามารถปรับใช้ความรู้ที่ได้ในชีวิตประจำวัน
ด้านการศึกษา
- สร้างความตระหนักและการเรียนรู้ในชุมชน โครงการช่วยให้ชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 และผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการป้องกันและจัดการมลพิษ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่มี คุณค่าและสามารถนำไปใช้ได้จริง
งบประมาณที่ใช้ (Budget)
525,500.00 บาท / Bahtระยะเวลาดำเนินงาน (Date)
( ไตรมาส 4) 1 ม.ค. 2569 - 31 ก.ค. 2569กลุ่มเป้าหมาย (Target)
วิธีการดำเนินงาน (Process)
ผลผลิต (Output)
ผลลัพธ์ (Outcome)
รายได้และภาระทางการเงิน: นักศึกษามีรายได้เสริมระหว่างเรียน ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของตนเองและครอบครัว
ทักษะและประสบการณ์ทำงาน: นักศึกษาได้รับการพัฒนาทักษะการทำงานจริง (Soft Skills & Hard Skills) เช่น การทำงานร่วมกับชุมชน การแก้ปัญหา และการบริหารจัดการโครงการ
ผลกระทบ (Impact)
เศรษฐกิจรายละเอียดผลกระทบ (Impact Detail)
ด้านเศรษฐกิจ
-เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ทำให้เป็นที่น่า ดึงดูดสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจพื้นที่ท่องเที่ยวเมืองเที่ยวปลอดภัย เมืองปลอดฝุ่น
ด้านสังคม
-เสริมสร้างความตระหนักและความร่วมมือในชุมชน ชาวบ้านและหน่วยงานท้องถิ่นได้ร่วมมือกันในการเฝ้า ระวังและป้องกันฝุ่น PM 2.5 ทำให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางสังคมที่เข้มแข็ง
-เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในชุมชนเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ที่ร่วมกันดูแลปัญหา มลพิษและสิ่งแวดล้อม
ด้านสิ่งแวดล้อม
- ลดปริมาณฝุ่นและมลพิษในอากาศ การรณรงค์ให้ความรู้และการเฝ้าระวังฝุ่น PM 2.5 ทำให้ปริมาณฝุ่นใน อากาศลดลง ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและผลกระทบของมลพิษ จะมีแนวโน้มในการ อนุรักษ์และดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งช่วยให้พื้นที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น
- ชุมชนในพื้นที่มีแนวทางและเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังปริมาณฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้สามารถดูแล สิ่งแวดล้อมได้ด้วยตนเองและสามารถปรับใช้ความรู้ที่ได้ในชีวิตประจำวัน
ด้านการศึกษา
- สร้างความตระหนักและการเรียนรู้ในชุมชน โครงการช่วยให้ชาวบ้านและเยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ ฝุ่น PM 2.5 และผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงวิธีการป้องกันและจัดการมลพิษ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่มี คุณค่าและสามารถนำไปใช้ได้จริง
งบประมาณที่ใช้ (Budget)
693,000.00 บาท / Bahtปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ได้สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
จึงได้จัดทำโครงการ "Clean Air for Life: ภารกิจพิชิตฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน" ขึ้น เพื่อประยุกต์ใช้นวัตกรรมการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ร่วมกับการสร้างความตระหนักรู้และการป้องกันของประชาชนในพื้นที่
เพื่อให้การดำเนินโครงการบรรลุผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมและวัดผลได้ชัดเจน โครงการได้กำหนดกรอบการประเมินผลผ่านตัวชี้วัดความสำเร็จ 4 ด้าน ดังนี้
โครงการตั้งเป้าหมายขยายผลและสร้างการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ ครอบคลุมทั้งชุมชน เครือข่าย และบุคลากร ได้แก่:
พื้นที่และเครือข่ายพัฒนา: มุ่งพัฒนาพื้นที่เป้าหมายรวม 35 ชุมชน และสร้างเครือข่ายร่วมพัฒนาสิ่งแวดล้อม 95 เครือข่าย
การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี: พัฒนานวัตกรรมเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ 1 นวัตกรรม พร้อมกำหนดจุดติดตั้งเครื่องวัดค่าฝุ่น PM 2.5 กระจายในพื้นที่เป้าหมายรวม 71 จุด
กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วม: สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการปรับตัวแก่ประชาชน 400 คน พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้นำองค์ความรู้ไปใช้ในการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงจำนวน 93 คน
เพื่อวัดผลการเปลี่ยนแปลงในด้านความรู้และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง โครงการได้กำหนดดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ได้แก่:
ความรู้และความตระหนักรู้: ประชาชนและนักเรียนในพื้นที่เป้าหมาย มีระดับความรู้เกี่ยวกับการรับมือและป้องกันฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80
ระดับความสุขในชุมชน: คะแนนประเมินความสุขมวลรวม (Gross National Happiness: GVH) ของผู้เข้าร่วมโครงการ เพิ่มขึ้นจากเดิม ร้อยละ 40
ผลกระทบทางสังคม (SROI): การประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment: SROI) เกิดขึ้น 2 เท่า ของงบประมาณที่ใช้
กระบวนการทำงานถูกวางแผนกรอบเวลาอย่างเป็นระบบเพื่อให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมายรายไตรมาส ได้แก่:
การติดตั้งระบบ: การติดตั้งนวัตกรรมและระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศทั้ง 71 จุด ต้องแล้วเสร็จภายใน เดือนกรกฎาคม 2569
การจัดกิจกรรมอบรม: ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้แก่ชุมชนจำนวน 8 ครั้ง
กิจกรรมการประกวดและสื่อสาร: จัดกิจกรรมประกวดโครงงานช่วยลดมลพิษทางอากาศ 1 โครงการ
การรายงานผล: มีการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานรายไตรมาสและรายงานสรุปฉบับสมบูรณ์เมื่อสิ้นสุดโครงการ
การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและคุ้มค่า โดยกำหนดเป้าหมายไว้ดังนี้:
การควบคุมวงเงิน: ใช้งบประมาณแผ่นดินรวมไม่เกินวงเงินอนุมัติ 5,000,000 บาท โดยไม่มีรายการค่าใช้จ่ายนอกแผนงาน (0 รายการ)
ความตรงตามแผน: ค่าใช้จ่ายในแต่ละกิจกรรมย่อยตรงตามแผนงบประมาณที่วางไว้ 100%
อัตราการเบิกจ่าย: กำหนดเป้าหมายอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณไม่น้อยกว่า ร้อยละ 85 ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
การประเมินผลกิจกรรม Clean Air for Life : ภารกิจพิชิตฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การติดตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีตรวจวัดฝุ่นเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการประเมินผลกระทบทางสังคม สุขภาพ ความสุข และความเข้มแข็งของชุมชนอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีและประจวบคีรีขันธ์
1. วางแผนระบบบำรุงรักษา (Maintenance Plan)
ควรกำหนดแนวทางการดูแลเครื่องตรวจวัดหลังติดตั้ง เช่น ให้ทีมงานหรือนักศึกษาในโครงการลงพื้นที่สุ่มเช็กสภาพเครื่องอย่างสม่ำเสมอ หรือทำคู่มือดูแลเบื้องต้นให้คนในชุมชน
2. เน้นการจูงใจแทนการสั่งห้าม
ในการจัดอบรมชุมชนเรื่องการเผาทางการเกษตร ควรนำเสนอทางเลือกอื่นที่เพิ่มรายได้ เช่น การแปรรูปตอซัง หรือเทคโนโลยีไถกลบ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการลด PM 2.5 อย่างยั่งยืน
| ตัวชี้วัด | เป้าหมาย | ผลที่ได้ | รายละเอียด |
|---|---|---|---|
| 1) จำนวนหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนา | 40 หมู่บ้าน | 35 หมู่บ้าน | หมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการ |
| 2) จำนวนชุมชนที่ได้รับการพัฒนา | 1 ชุมชน | 35 ชุมชน | ชุมชนที่ได้รับการพัฒนาจากโครงการ |
| 3) จำนวนนวัตกรรมเสริมสร้างชุมชนรักษ์โลกเพื่อรับมือ Climate Change | 5 นวัตกรรม | 1 นวัตกรรม | เครื่องวัดฝุ่น PM 2.5 |
| 4) จำนวนประชากรที่เข้าร่วมโครงการที่เกิดความตระหนักรู้และปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | 670 คน | 450 คน | ประชากรที่เข้าร่วมอบรมสร้างความตระหนักรู้ |
| 5) จำนวนชุมชนต้นแบบ/ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการพัฒนาตามบริบทเชิงพื้นที่และภูมิสังคม | 1 แห่ง | 0 แห่ง | |
| 6) จำนวนนวัตกรรมการพัฒนาท้องถิ่นตามบริบทเชิงพื้นที่และภูมิสังคม | 113 นวัตกรรม | 0 นวัตกรรม | |
| 7) ความสุขมวลรวมของชุมชน (Gross Village Happiness : GVH) เพิ่มขึ้นจากเดิม | 41 ร้อยละ | 40 ร้อยละ | |
| 8) ผลกระทบทางสังคมจากการลงทุน (SROI) | 2 เท่า | 2 เท่า | |
| 9) จำนวนหมู่บ้านที่มีดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวม (GVH) เพิ่มขึ้น | 237 หมู่บ้าน | 0 หมู่บ้าน | |
| 10) จำนวนชุมชนที่มีดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวม (GVH) เพิ่มขึ้น | 5 ชุมชน | 0 ชุมชน | |
| 11) จำนวนเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่น | 26 เครือข่าย | 95 เครือข่าย | เครือข่ายที่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมอบรมสร้างความตระหนักรู้ และสถานที่ติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น PM 2.5 |
| 12) จำนวนชุมชนรักษ์โลกเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ | 44 แห่ง | 8 แห่ง | 8 อำเภอ ในจังหวัดเพชรบุรี ที่มีการอบรมสร้างความตระหนักรู้ และติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น PM 2.5 |
| 13) ชุมชนหรือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีสมรรถนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามบริบทเชิงพื้นที่และภูมิสังคมเพิ่มขึ้น | ร้อยละ 80 | ร้อยละ 80 | |
| 14) จำนวนประชากรในท้องถิ่นที่ได้รับการพัฒนา | 4,519 คน | 450 คน |