ชื่อกิจกรรม

Clean Air for Life: ภารกิจพิชิตฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน

กิจกรรมภายใต้ : 2569 โครงการที่ 28_1 คณะ 1อำเภอ : ส่งเสริมการเรียนรู้สู่ชุมชน เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (P3.2-Climate Change)
ประเภทกิจกรรม
การพัฒนาท้องถิ่น (ด้านการพัฒนา)
การพัฒนาท้องถิ่น (บริการวิชาการ)
ผู้ดำเนินงาน
1. อาจารย์ ดร.ปราโมทย์ ตงฉิน รองคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ
หลักและเหตุผล

เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนต่าง ๆ มลพิษทางอากาศเกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีหรืออนุภาคที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม โดยแหล่งกำเนิดมาจากทั้งธรรมชาติและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การปล่อยก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม และการคมนาคมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงเป็นหลัก จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization, 2019) พบว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้เกิดฝนกรดและการลดลงของชั้นโอโซน ปัญหานี้จึงต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน มลพิษทางอากาศมีสาเหตุจากกิจกรรมของมนุษย์และแหล่งกำเนิดทางธรรมชาติ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในโรงงานและยานพาหนะ เป็นแหล่งกำเนิดหลักของคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์ และซัลเฟอร์ไดออกไซด์ นอกจากนี้ การปล่อยสารเคมีจากโรงงานอุตสาหกรรมและการเผาเศษซากพืชในการทำเกษตรกรรมยังสร้างฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในทางกลับกัน แหล่งกำเนิดทางธรรมชาติ เช่น การปะทุของภูเขาไฟและไฟป่าธรรมชาติ ก็เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง แต่กลับส่งผลกระทบรุนแรงเช่นเดียวกัน

ผลกระทบจากมลพิษทางอากาศครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อสุขภาพ มลพิษทางอากาศส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจและระบบไหลเวียนโลหิต โดยฝุ่น PM2.5 สามารถแทรกซึมเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ก่อให้เกิดโรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน ฝนกรด และการเสื่อมคุณภาพของดินและน้ำ ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมก็เป็นอีกประเด็นสำคัญ การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ประชาชนต้องเผชิญกับค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

การแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศต้องอาศัยแนวทางที่เป็นระบบและยั่งยืน การอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานสะอาดเป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยมลพิษ การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวมวล จะช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นอกจากนี้การพัฒนาระบบขนส่งที่ยั่งยืน เช่น การใช้ระบบขนส่งมวลชน การเดินเท้า และการขี่จักรยาน สามารถลดการปล่อยมลพิษจากยานพาหนะส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษที่เข้มงวดจะช่วยลดปัญหานี้ลงได้อย่างมาก การจัดการทรัพยากรป่าไม้และการลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมก็เป็นแนวทางที่จำเป็น การปลูกป่าเพื่อเพิ่มความสมดุลของธรรมชาติและการจัดการขยะอย่างเหมาะสมจะช่วยลดปริมาณการเผาทำลายที่ก่อให้เกิดมลพิษ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างความตระหนักรู้และการรายงานปัญหามลพิษจะทำให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

การตรวจวัดคุณภาพอากาศมีบทบาทสำคัญในการควบคุมและป้องกันปัญหามลพิษ โดยเครื่องมือและเทคโนโลยีการตรวจวัดสามารถประเมินค่ามลพิษต่าง ๆ เช่น ฝุ่น PM2.5, PM10, ไนโตรเจนไดออกไซด์, ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และคาร์บอนมอนอกไซด์ได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลจากการตรวจวัดคุณภาพอากาศสามารถนำไปใช้ในการวางแผนและดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษ และประเมินประสิทธิภาพของมาตรการที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศไทย รวมถึงเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่ประสบปัญหานี้อย่างชัดเจน สาเหตุหลักมาจากกิจกรรมทางเกษตรกรรมที่แพร่หลาย โดยเฉพาะการเผาเศษวัสดุเหลือใช้จากการทำนาข้าวและอ้อย ซึ่งเป็นวิถีปฏิบัติดั้งเดิมที่ยังพบได้ทั่วไปในอำเภอที่ทำเกษตรกรรม และการเลี้ยงวัว ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การเผาตอซังเหล่านี้ปล่อยฝุ่นละอองขนาดเล็กสู่บรรยากาศ และกลายเป็นปัญหาสะสมในช่วงฤดูแล้งที่มีลมสงบทำให้ฝุ่นไม่กระจายตัวออกไป

นอกจากนี้ เขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมและเศรษฐกิจของจังหวัด มีปริมาณรถยนต์จำนวนมาก โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถยนต์ดีเซลที่ใช้งานมานาน ส่งผลให้เกิดการปล่อยมลพิษทางอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งยังมีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กบางส่วนที่ปล่อยควันและฝุ่นละอองจากกระบวนการผลิต ผนวกกับการขยายตัวของเมืองที่ก่อให้เกิดโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญ ในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูแล้ง ปัจจัยทางสภาพอากาศยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงขึ้น เนื่องจากกระแสลมที่อ่อนตัวและสภาพภูมิประเทศที่ทำให้ฝุ่นสะสมตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ

ฝุ่น PM2.5 ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ถุงลมโป่งพอง และโรคหัวใจและหลอดเลือด ล้วนเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ปัญหาฝุ่นยังส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานของแรงงานลดลง และทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ต้องเผชิญกับความเสียหายจากคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่

แนวทางแก้ไขปัญหาในระยะสั้นควรมุ่งเน้นการควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมสร้างความตระหนักรู้และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนระยะยาวต้องส่งเสริมเกษตรปลอดการเผา พัฒนาระบบคมนาคมที่ลดมลพิษ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และปรับปรุงโรงงานให้ใช้ระบบผลิตที่สะอาด การแก้ปัญหานี้จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในเขตพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชนในระยะยาว

ดังนั้นผู้ดำเนินโครงการจึงได้นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการ "Clean Air for Life: ภารกิจพิชิตฝุ่น PM 2.5 เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในชุมชน" ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้นวัตกรรมการตรวจวัดคุณภาพอากาศ เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ง่าย และการสร้างความตระหนักรู้ เตรียมพร้อม การรับมือ และป้องกันอันตรายจากฝุ่น PM 2.5 ของประชาชนในพื้นที่ได้

วัตถุประสงค์

1. เพื่อประยุกต์ใช้นวัตกรรมการตรวจวัดคุณภาพอากาศ

2. เพื่อสร้างความตระหนักรู้ เตรียมพร้อม การรับมือ และป้องกันของประชาชนในพื้นที่
พื้นที่เป้าหมาย
# พื้นที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด
1 เขตพื้นที่เป้าหมาย พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี นาวุ้ง เมืองเพชรบุรี เพชรบุรี
กิจกรรมย่อย

ระยะเวลาดำเนินงาน (Date)

( ไตรมาส 3) 1 ม.ค. 2569 - 31 ก.ค. 2569

กลุ่มเป้าหมาย (Target)

เขตพื้นที่เป้าหมาย พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี

วิธีการดำเนินงาน (Process)

1. ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมตรวจวัดคุณภาพอากาศ

-สำรวจพื้นที่/ประชาคมชุมชน

-ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสำรวจพื้นที่ติดตั้งและกำหนดเป้าหมาย

-ออกแบบนวัตกรรมเครื่องวัดคุณภาพอากาศพร้อมซอฟต์แวร์แสดงผล

-ทดสอบนวัตกรรมคุณภาพอากาศพร้อมซอฟต์แวร์แสดงผล

-ติดตั้งและทดสอบใช้งานในสถานที่จริงโดยแบ่งเป็นรอบติดตั้ง

-ประเมินผลการใช้งาน


ผลผลิต (Output)


ผลลัพธ์ (Outcome)


ผลกระทบ (Impact)


รายละเอียดผลกระทบ (Impact Detail)


งบประมาณที่ใช้ (Budget)

3,781,500.00 บาท / Baht

ระยะเวลาดำเนินงาน (Date)

( ไตรมาส 3) 1 ม.ค. 2569 - 30 ก.ย. 2569

กลุ่มเป้าหมาย (Target)

เขตพื้นที่เป้าหมาย พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี

วิธีการดำเนินงาน (Process)

1.สร้างความตระหนักรู้ เตรียมพร้อม การรับมือ และป้องกันของประชาชนในเขตพื้นที่

-สำรวจพื้นที่/ประชาคมชุมชน

-ประสานงานกับหน่วยงาน

-อบรมให้ความรู้ชุมชนเรื่อง PM การปรับตัว การดำเนินชีวิตประจำวัน

-จัดแข่งขันโครงงานลดมลพิษ

-จัดงานเปิดตัวกิจกรรมนวัตกรรมเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศและโครงการลดมลพิษ

-ประเมินผลกิจกรรม


ผลผลิต (Output)


ผลลัพธ์ (Outcome)


ผลกระทบ (Impact)


รายละเอียดผลกระทบ (Impact Detail)


งบประมาณที่ใช้ (Budget)

525,500.00 บาท / Baht

ระยะเวลาดำเนินงาน (Date)

( ไตรมาส 3) 1 ม.ค. 2569 - 30 ก.ย. 2569

กลุ่มเป้าหมาย (Target)

นักศึกษาทุกชั้นปีที่ต้องการทำงานระหว่างเรียน

วิธีการดำเนินงาน (Process)

จ้างนักศึกษาปฏิบัติงาน

ผลผลิต (Output)


ผลลัพธ์ (Outcome)


ผลกระทบ (Impact)


รายละเอียดผลกระทบ (Impact Detail)


งบประมาณที่ใช้ (Budget)

693,000.00 บาท / Baht

ผลการดำเนินกิจกรรม









ตัวชี้วัดกิจกรรมหลัก
ตัวชี้วัด เป้าหมาย ผลที่ได้ รายละเอียด
1) จำนวนหมู่บ้านที่ได้รับการพัฒนา 40 หมู่บ้าน 0 หมู่บ้าน
2) จำนวนชุมชนที่ได้รับการพัฒนา 1 ชุมชน 0 ชุมชน
3) จำนวนนวัตกรรมเสริมสร้างชุมชนรักษ์โลกเพื่อรับมือ Climate Change 5 นวัตกรรม 0 นวัตกรรม
4) จำนวนประชากรที่เข้าร่วมโครงการที่เกิดความตระหนักรู้และปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 670 คน 0 คน
5) จำนวนชุมชนต้นแบบ/ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบการพัฒนาตามบริบทเชิงพื้นที่และภูมิสังคม 1 แห่ง 0 แห่ง
6) จำนวนนวัตกรรมการพัฒนาท้องถิ่นตามบริบทเชิงพื้นที่และภูมิสังคม 113 นวัตกรรม 0 นวัตกรรม
7) ความสุขมวลรวมของชุมชน (Gross Village Happiness : GVH) เพิ่มขึ้นจากเดิม 41 ร้อยละ 0 ร้อยละ
8) ผลกระทบทางสังคมจากการลงทุน (SROI) 2 เท่า 0 เท่า
9) จำนวนหมู่บ้านที่มีดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวม (GVH) เพิ่มขึ้น 237 หมู่บ้าน 0 หมู่บ้าน
10) จำนวนชุมชนที่มีดัชนีชี้วัดความสุขมวลรวม (GVH) เพิ่มขึ้น 5 ชุมชน 0 ชุมชน
11) จำนวนเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่น 26 เครือข่าย 0 เครือข่าย
12) จำนวนชุมชนรักษ์โลกเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 44 แห่ง 0 แห่ง
13) ชุมชนหรือประชาชนที่เข้าร่วมโครงการมีสมรรถนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนตามบริบทเชิงพื้นที่และภูมิสังคมเพิ่มขึ้น ร้อยละ 80 ร้อยละ 0
14) จำนวนประชากรในท้องถิ่นที่ได้รับการพัฒนา 4,519 คน 0 คน