1. เพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
2. เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตที่เหมาะสมในการผลิตน้ำตาลโตนดอัดเม็ดที่ให้มูลค่าเพิ่ม
3. เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์และฉลากสำหรับน้ำตาลโตนดอัดเม็ดและยืดอายุการเก็บรักษา
| # | พื้นที่ | ตำบล | อำเภอ | จังหวัด |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ชุมชนถ้ำรงค์ | ถ้ำรงค์ | บ้านลาด | เพชรบุรี |
สรุปรายละเอียดผลการดำเนินงาน ดังนี้
1 ผลการศึกษาปัจจัยที่เหมาะสมในการเตรียมน้ำตาลโตนดที่มีคุณภาพเหมาะสมในการทำน้ำตาลโตนดเม็ด
1.2 น้ำตาลโตนดที่ได้ยังมีความชื้นสูง มีค่าน้ำอิสระสูงกว่า 0.7 จึงต้องลดความชื้นและค่าน้ำอิสระ เพื่อให้สามารถบดเป็นผงได้ โดยได้ศึกษาวิธีการลดความชื้นในน้ำตาลโตนด 2 วิธี ได้แก่ การใช้ตู้อบสุญญากาศ และการใช้เดซิกเคเตอร์ ผลการทดลองพบว่า การใช้ตู้อบสุญญากาศต้องใช้อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส ภายใต้สภาวะความดันต่ำกว่าบรรยากาศ สามารถลดความชื้นในน้ำตาลโตนดได้ แต่ทำให้สีของน้ำตาลโตนดเข้มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำตาลโตนดก่อนกำจัดน้ำในตู้อบสุญญากาศ ทั้งนี้การใช้เครื่องมือในการกำจัดความชื้นออกจากน้ำตาลโตนด อาจใช้เครื่องมืออื่นได้เช่น freeze dryer แต่จำเป็นต้องทำให้น้ำในน้ำตาลโตนดเป็นน้ำแข็ง โดยต้องแช่แข็งน้ำตาลโตนดหลายวันก่อนนำเข้า freeze dryer และต้องใช้เวลาระเหิดน้ำใน freeze dryer หลายวัน แม้ว่าจะไม่ทำให้สีของน้ำตาลโตนดเข้มกว่าก่อนกำจัดน้ำ แต่ต้องใช้เวลาหลายวัน ใช้เครื่องมือที่มีราคาแพงหลายเครื่อง จึงอาจไม่เหมาะสมกับเกษตรกร และผู้ประกอบการขนาดเล็ก
วิธีกำจัดน้ำออกจากน้ำตาลโตนดอีกวิธีหนึ่ง คือ เก็บน้ำตาลโตนดในเดซิกเคเตอร์ที่มีซิลิกาเจล (food grade) จนน้ำตาลโตนดมีความชื้นลดลง เริ่มเกาะเป็นก้อนแข็ง ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์
น้ำตาลโตนดผงที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง ที่ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 53% ไม่เกิดการพัฒนาสีเป็นสีน้ำตาล แต่น้ำตาลโตนดผงที่เก็บรักษาที่ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 58% เริ่มเกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลและเกาะกันเป็นก้อน จากการทดลองลดความชื้นน้ำตาลโตนดพบว่า น้ำตาลโตนดที่เหมาะสมในการนำมาบดเป็นผงควรมีค่าน้ำอิสระไม่เกิน 0.5 หรือความชื้นน้อยกว่า 5% จะทำให้น้ำตาลโตนดที่บดได้มีสีขาวขึ้น เป็นผงละเอียดมากโดยไม่จำเป็นต้องร่อนด้วยกระชอน และในระหว่างการบดต้องอยู่ภายใต้สภาวะอุณหภูมิอากาศต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่าร้อยละ 50 เพื่อลดการเกาะติดของน้ำตาลโตนดก่อนนำมาขึ้นรูป
น้ำตาลโตนดแห้งหลังบดเป็นผงจะดูดความชื้นได้ง่ายเมื่ออยู่ในอุณหภูมิห้องสูงกว่า 27 องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 50% ผงน้ำตาลโตนดเริ่มจับเป็นก้อนหลังบด โดยเริ่มเกาะตัวเป็นก้อนหลังบดเป็นผงภายในเวลาไม่เกิน 5 นาที ดังนั้นในการบดเป็นผงและต้องการเก็บรักษาในรูปผงน้ำตาลโตนดควรผสมสารป้องกันการเกาะติดหรือสารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (anticaking agent) ร่วมกับการบดเป็นผง เช่น แป้งข้าวโพด โดยปริมาณที่ผสมลงในน้ำตาลโตนดระหว่างการบดอย่างน้อย 3% ของน้ำหนักน้ำตาลโตนด เมื่อผสมแป้งข้าวโพด 3% โดยน้ำหนักของน้ำตาลโตนดลงในน้ำตาลโตนดระหว่างการบดหรือหลังการบดจะทำให้ลดปัญหาผงน้ำตาลโตนดเกาะติดกันเป็นก้อน
1.4 การทำน้ำตาลโตนดเม็ด ไม่จำเป็นต้องผสมสารป้องกันการจับตัวเป็นก้อนเนื่องจากก้อนน้ำตาลโตนดสามารถนำมาขึ้นรูปเป็นเม็ดได้ การขึ้นรูปผงน้ำตาลโตนดด้วยพิมพ์สแตนเลสรูปทรงกระบอก โดยใช้ผงน้ำตาลโตนด 1.5 กรัม ต่อ 1 พิมพ์ จะได้น้ำตาลโตนดเม็ด
1.5 ผลการศึกษาการเก็บรักษาน้ำตาลโตนดเม็ดซึ่งไม่ผ่านการเคลือบด้วยสารป้องกันการเกาะเป็นก้อน โดยเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้อง และเก็บรักษาแบบรับแสงผ่านหน้าต่างทุกวันในช่วงกลางวันเปรียบเทียบกับที่มืดไม่ได้รับแสงเปรียบเทียบกับตู้เย็นที่มีอุณหภูมิ 4-8 องศาเซลเซียส ซึ่งไม่ได้รับแสงตลอดการเก็บรักษานาน 125 วัน
ค่าโครมา คือความอิ่มตัวของสี ใช้เพื่ออธิบายความสดใสหรือความหม่นหมองของสี บ่งชี้ระดับความเข้มข้นของสีน้ำตาลซึ่งมีมากขึ้นระหว่างการเก็บรักษา ขึ้นกับปัจจัยภายในและภายนอกอาหารหลายปัจจัย ได้แก่ ความชื้นภายในอาหาร แสง การสัมผัสแสงสว่าง ค่าโครมา ของน้ำตาลโตนดเม็ดที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องภายใต้ความชื้นสัม
เมื่อเก็บรักษาน้ำตาลโตนดเม็ดในตู้เย็น เปรียบเทียบกับเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องแบบไม่ได้รับแสง พบว่าการเก็บรักษาน้ำตาลโตนดเม็ดภายใต้ความชื้นสัมพัทธ์สูงกว่า 50% ที่อุณหภูมิห้องหรือต่ำกว่าอุณหภูมิห้อง (ในตู้เย็น) ก็ทำให้สีของน้ำตาลโตนดเข้มขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก รวมทั้งการเก็บรักษาน้ำตาลโตนดภายใต้ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 50% ที่อุณหภูมิห้อง ก็ทำให้สีของน้ำตาลโตนดเข้มขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แต่การเก็บรักษาน้ำตาลโตนดที่ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 50% ที่อุณหภูมิต่ำหรือในตู้เย็น ไม่ทำให้สีของน้ำตาลโตนดเม็ดเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างนัยสำคัญ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำตาลโตนดเม็ดเกิดการเปลี่ยนสีเข้มขึ้น ควรเก็บรักษาน้ำตาลโตนดเม็ดในที่เย็นภายใต้ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 50% จะทำให้เก็บรักษาน้ำตาลโตนดเม็ดได้นานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน โดยไม่ทำให้น้ำตาลโตนดเม็ดเกิดการเปลี่ยนสีหรือดูดความชื้นจนผิวหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง
1.6 ภาชนะบรรจุและฉลากบรรจุภัณฑ์สำหรับน้ำตาลโตนด โดยใช้การห่อแผ่นอะลูมิเนียมฟอยล์ เป็นวัสดุบรรจุชั้นแรกที่สัมผัสกับน้ำตาลโตนดเม็ด โดยใช้น้ำตาลโตนดเม็ดจำนวน 15 เม็ด ต่อแผ่นพัทธ์ 35% และ 65% ได้รับแสงสว่างและไม่ได้รับแสงสว่างมีค่าเพิ่มขึ้นตั้งแต่การเก็บรักษานาน 14 วันและมีแนวโน้มเข้าสู่ค่าคงที่
ภาชนะบรรจุสำหรับน้ำตาลโตนดเม็ดเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยใช้หลอดทรงสูงทำจากอะลูมิเนียมและมีฝาปิดพลาสติกพอลิเอทิลีน ที่มีส่วนใส่เม็ดสารดูดความชื้น เพื่อกำจัดความชื้นจากอากาศด้านบนหลอดภายในบรรจุภัณฑ์ ฉลากบรรจุภัณฑ์น้ำตาลโตนดควรมีการระบุส่วนประกอบ ยี่ห้อ ข้อมูลโภชนาการ สถานที่ผลิต ปริมาณน้ำตาลโตนดเม็ดต่อหลอด โดยน้ำตาลโตนดเม็ดต่อหลอดมีปริมาณ 22.5 กรัม สามารถบริโภคได้ 5 ครั้ง ๆ ละ 3 เม็ดมีปริมาณพลังงาน 20 กิโลแคลอรี ซึ่งได้จากคาร์โบไฮเดรตที่เป็นน้ำตาลปริมาณ 4.5 กรัม มีปริมาณโซเดียม 0 กรัม/หน่วยบริโภค ปริมาณโพแทสเซียม 2.3 กรัมต่อหน่วยบริโภค
1.7 น้ำตาลโตนดเม็ดที่ผลิตได้สามารถนำไปใช้ใส่ในอาหารทั้งอาหารสำเร็จรูป อาหารพร้อมปรุง และการเตรียมอาหาร เพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค พกพาง่ายในการใช้นอกสถานที่ รวมทั้งสามารถนำไปบดผสมกับอาหารสำเร็จรูปอื่น เช่น ผงธัญพืช หรือผงสมุนไพร เพื่อใช้ในการบริโภคตามปริมาณที่ต้องการ
1.8 การถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการ ให้กับนักศึกษาและผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนขายลูกตาลลอยแก้วและผลิตภัณฑ์ โดยบูรณาการองค์ความรู้จากโครงการนี้ให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร เพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด และพืชอื่น ๆ โดยให้นักศึกษาได้ศึกษากระบวนการระเหยน้ำออกจากน้ำตาลสดเพื่อให้ได้น้ำตาลโตนด และการทดลองอบแห้งพืชอื่น เพื่อนำมาใช้ร่วมกับน้ำตาลโตนดในการผลิตผลิตภัณฑ์ธัญพืชผสมน้ำตาลโตนด นอกจากนี้ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้จากโครงการนี้ในการผลิตน้ำตาลโตนด ให้กับผู้ประกอบการลูกตาลลอยแก้ว และผลิตภัณฑ์ โดยให้คำแนะนำในการเลือกน้ำตาลสด และการผลิตไซรัปจากน้ำตาลสด ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ก่อนที่จะเกิดการตกผลึกของน้ำตาลเป็นน้ำตาลโตนด
การแก้ปัญหาคุณภาพไซรัปที่ผลิตได้ ซึ่งมีรสชาติ ไม่คงที่ มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย โดยให้คำแนะนำในการเลือกน้ำตาลสดที่นำมาทำไซรัปต้องมีค่าความเป็นกรดด่างสูงกว่า 5.5 ซึ่งต้องมีการคัดเลือกตั้งแต่การเก็บน้ำตาลสดจากสวนที่ปลูกตาลโตนด ก่อนนำน้ำตาลสดแต่ละกระบอกมารวมกัน เนื่องจากน้ำตาลสดแต่ละกระบอกมีคุณภาพไม่เหมือนกัน ขึ้นกับคุณภาพของช่อดอกที่เป็นแหล่งน้ำตาลสดของกระบอกน้ำตาลสดนั้น และต้องเก็บรักษาน้ำตาลสดในที่เย็นตลอดเวลาจนถึงขั้นตอนการต้มระเหยน้ำ ไซรัปที่ได้จะมีการตกผลึกของน้ำตาล ถ้าทำการระเหยน้ำจนมีความเข้มข้นสูงเกินไป ควรวัดความเข้มข้นของน้ำตาลหรือความหวานของไซรัปไม่เกิน 65 บริกซ์ และต้องบรรจุไซรัปขณะร้อนลงขวดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วแล้วจึงทำให้เย็น เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของยีสต์ รา จากอากาศและบรรจุภัณฑ์
| ตัวชี้วัด | เป้าหมาย | ผลที่ได้ | รายละเอียด |
|---|---|---|---|
| 1) ร้อยละความสำเร็จตามแผนอนุรักษ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ | ร้อยละ 80 | ร้อยละ 0 | |
| 2) จำนวนชุมชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ | 2 ชุมชน | 0 ชุมชน | |
| 3) จำนวนทรัพยากรธรรมชาติ ที่รวบรวมเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ | 60 ชนิด | 0 ชนิด | |
| 4) จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ | 5 ผลิตภัณฑ์ | 0 ผลิตภัณฑ์ |