ชื่อกิจกรรม

การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด (การพัฒนาสารให้ความข้นหนืดจากลูกตาลอ่อน)

กิจกรรมภายใต้ : 2567 (ยุทธ 5) โครงการที่ 40 : อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ
ประเภทกิจกรรม
การพัฒนาท้องถิ่น (ด้านการพัฒนา)
ผู้ดำเนินงาน
1. รองศาสตราจารย์ ดร.จินตนา วิบูลย์ศิริกุล สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร
หลักและเหตุผล
          ยุทธศาสตร์จังหวัดเพชรบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แผนแม่บทระยะ 5 ปีที่เจ็ด พื้นที่ดำเนินการหลัก พื้นที่ชิดชายฝั่ง  จังหวัดเพชรบุรี  และพื้นที่วิทยาเขตโป่งสลอดและโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ มีเป้าหมายในการดำเนินการอนุรักษ์ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากต้นไม้ที่มีมากในจังหวัดเพชรบุรี   ซึ่งจังหวัดเพชรบุรีมีต้นตาลโตนด (Borassus flabellifer L.) จำนวนมากประมาณ 93,270 ตัน (สำนักงานจังหวัดเพชรบุรี, 2561) และตามยุทธศาสตร์จังหวัดเพชรบุรีและมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ที่ต้องการสร้างความโดดเด่นด้านอาหารและการท่องเที่ยว การนำผลผลิตจากตาลโตนดมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น จะช่วยเพิ่มความต้องการผลผลิตจากต้นตาลโตนด ทำให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องหันมาอนุรักษ์และปลูกต้นตาลโตนดเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการมีปริมาณต้นตาลโตนดลดลง เกษตรกรมีการทำนาตลอดทั้งปี ทำให้ต้นตาลโตนดที่มีอยู่มีน้ำขัง จนยืนต้นตาย รวมทั้งจำนวนเกษตรกรที่มีการใช้ปลูก การใช้ประโยชน์จากต้นตาลโตนดมีจำนวนลดลง เกษตรกรที่ยังยึดอาชีพการเก็บผลผลิตและแปรรูปผลิตผลจากตาลโตนดมีจำนวนน้อยลง และมีอายุมากกว่า 50 ปี ทำให้ในอนาคตมีความเสี่ยงที่อาชีพการผลิตและขายผลผลิตจากตาลโตนดจะหายไปจากจังหวัดเพชรบุรี ดังนั้นการหาวิธีการใช้ประโยชน์จากผลผลิตตาลโตนด จะช่วยให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจ อนุรักษ์และเพิ่มปริมาณการปลูกต้นตาลโตนดลูกตาลอ่อนเป็นส่วนเอ็นโดสเปิร์มของผลตาลโตนด โดยเกษตรกรจะเก็บเกี่ยวทลายของผลตาลโตนดที่ยังไม่แก่และนำมาแยกส่วนเนื้อที่ยังอ่อนออก จะได้ส่วนของลูกตาลอ่อน ลูกตาลอ่อนที่นำมาขายจะมีระดับความแก่ไม่เท่ากัน ทำให้มีลูกตาลอ่อนที่มีความแก่และเนื้อสัมผัสแข็งเกินไป มนุษย์ไม่สามารถเคี้ยวได้ จากข้อมูลของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์จากลูกตาลอ่อน และเกษตรกรที่เก็บลูกตาลอ่อนจำหน่าย พบว่าจะมีลูกตาลอ่อนที่มีเนื้อสัมผัสแข็งเกินไปสำหรับการบริโภคอยู่ประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ต้องทิ้งหรือทำเป็นอาหารสัตว์ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เกิดขยะอาหาร อย่างไรก็ตามส่วนประกอบของลูกตาลอ่อนมีคาร์โบไฮเดรตซึ่งกับด้วยน้ำตาลโมเลกุลเล็ก เช่น น้ำตาลกลูโคส ฟรุกโทส และซูโครส และมีส่วนประกอบของโอลิโกแซคคาไรด์ ซึ่งมีคุณสมบัติทำให้อาหารมีความข้นหนืดและใช้แทนสารให้ความข้นหนืด เช่น เพกติน ได้ โดยในปีงบประมาณ 2564 ได้ทดลองนำลูกตาลอ่อนมาผสมในแยมเนื้อตาลสุก พบว่าสามารถลดปริมาณเพกตินที่จำเป็นต้องใช้ในแยมเนื้อตาลสุกได้ ดังนั้นการพัฒนากระบวนการผลิตสารให้ความข้นหนืดจากลูกตาลอ่อนที่เหลือทิ้งและมีความแข็งเกินไป จะเป็นแนวทางการนำลูกตาลอ่อนลักษณะดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ลูกตาลอ่อนลดต้นทุนการผลิตเพิ่มการใช้ประโยชน์จากส่วนที่เคยเหลือทิ้ง และยังสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่น
วัตถุประสงค์
1. เพื่อสนองพระราชดำริโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระ เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี   
2. เพื่อศึกษากระบวนการทำแห้งลูกตาลอ่อนที่เหมาะสมสำหรับการผลิตสารให้ความข้นหนืด
3. เพื่อทดสอบการนำสารให้ความข้นหนืดจากลูกตาลอ่อนไปใช้ในอาหารและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่วิสาหกิจชุมชนและเกษตรกร
พื้นที่เป้าหมาย
# พื้นที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด
1 เกษตรกร วิสาหกิจชุมชนแปรรูปตาลโตนด สมอพลือ บ้านลาด เพชรบุรี
กิจกรรมย่อย
ผลการดำเนินกิจกรรม




สรุปผลการดำเนินงาน ดังนี้
          กระบวนการผลิตสารให้ความข้นหนืดจากลูกตาลอ่อนที่มีเนื้อสัมผัสแข็งเกินกว่าจะนำไปผลิตผลิตภัณฑ์ลูกตาลอ่อน เช่น ลูกตาลลอยแก้ว ลูกตาลแช่อิ่ม และอื่น ๆ ซึ่งวิสาหกิจชุมชนกรีนคิท เช่น คัดทิ้งเนื่องจากเนื้อสัมผัสแข็งไม่เป็นที่ต้องการของลูกค้า ลูกตาลเหล่านี้จะถูกนำไปทิ้ง ทำให้ต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์ของลูกตาลอ่อนเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่สามารถขายเป็นสินค้าได้
          ลูกตาลเนื้อแข็งต้องนำมาล้าง ลอกเปลือก และลดขนาดเพื่อนำไปต้มกับสารละลายกรดซึ่งทำให้สีผิวลูกตาลขาวขึ้น ป้องกันการเกิดปฏิกิริยาสีน้ำตาลระหว่างการเก็บรักษาและอบแห้ง
          ลูกตาลเนื้อแข็งที่ผ่านการลวกในสารละลายกรดจะมีสีขาวขึ้น สามารถเก็บรักษาโดยการแช่แข็งได้นานหลายเดือนโดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนสีเป็นสีคล้ำ หรือนำไปปั่นบดและอบแห้งได้ โดยทำให้ลูกตาลหลังอบแห้งมีสีคล้ำขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากได้รับความร้อนเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
อุณหภูมิที่ใช้อบแห้งเพิ่มขึ้นจะใช้เวลาอบแห้งลดลง โดยเมื่อเพิ่มอุณหภูมิอบแห้งจาก 60 เป็น 90 องศาเซลเซียส จะทำให้ระยะเวลาอบแห้งลดลงถึง 1 ใน 3 อย่างไรก็ตามสีของลูกตาลอบแห้ง จะมีสีเข้มกว่าการอบแห้งที่ 60 องศาเซลเซียส แต่การอบแห้งที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส ทำให้ลูกตาลอบแห้งที่ได้มีความชื้นสูง อาจทำให้เกิดการเจริญเติบโตของราระหว่างเก็บรักษาได้ดังนั้นจึงควรใช้อุณหภูมิอบแห้ง 70-80 องศาเซลเซียส
           เมื่อนำลูกตาลอบแห้งมาบดและร่อนผ่านตะแกรงร่อนขนาด 250 ไมครอน จะได้ผงลูกตาลอบแห้ง ซึ่งเมื่อจะใช้ต้องนำไปแช่น้ำร้อนให้คืนตัว แล้วจึงนำไปผสมในอาหารเหลวขณะร้อน กวนผสมร่วมกับสารให้ความข้นหนืดทางการค้าชนิดอื่น หรือนำผงลูกตาลแห้งมาต้มในน้ำร้อนและปั่นบดจะได้สารให้ความข้นหนืดพร้อมใช้ ซึ่งสามารถนำไปผสมในอาหารที่ต้องการใช้สารให้ความข้นหนืด เพื่อให้เนื้อสัมผัสของอาหารหนืดข้น เช่น ซอสต่าง ๆ และแยมจากผลไม้
            ลูกตาลเนื้อแข็งบดและอบแห้งสามารถนำไปสกัดเป็เจลสารให้ความข้นหนืดสำเร็จรูปพร้อมใช้งาน โดยนำไปผสมน้ำอัตราส่วนประมาณ 1 ต่อ 2 ปั่นผสมจนได้เจลขุ่น
            เจลสารให้ความข้นหนืดมีคุณค่าทางโภชนาการ  ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ ใยอาหารไม่มีไขมันอิ่มตัวและโคเลสเตอรอล ไม่มีโปรตีน มีพลังงานต่อหน่วยบริโภคต่ำ มีโซเดียมและโพแทสเซียมต่ำ
            การผลิตสารให้ความข้นหนืดจากลูกตาลเนื้อแข็งนำไปถ่ายทอดให้กับผู้สนใจและวิสาหกิจชุมชนผ่านงานนิทรรศการ การนำเสนอผลการดำเนินงานยุทธศาสตร์พัฒนาท้องถิ่น จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ในบูธโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และถ่ายทอดให้กับวิสาหกิจชุมชน
            องค์ความรู้จากการดำเนินกิจกรรมนี้ยังนำมาใช้ในการบูรณาการการเรียนการสอนในรายวิชาการแปรรูปอาหาร   โดยให้นักศึกษาฝึกปฏิบัติการผลิตอาหารที่มีส่วนผสมของสารให้ความข้นหนืด ร่วมกับผลไม้อื่นที่มีในท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี ได้แก่ สับปะรด เพื่อผลิตเป็นซอสสับปะรด แยม ซอสพริก เป็นต้น รวมทั้งนำไปผสมกับน้ำผลไม้อื่น เพื่อผลิตเป็นเจลลี่ผลไม้ชนิดต่าง ๆ ได้แก่ เจลลี่ส้ม เจลลี่ลิ้นจี่   


ลูกตาลอ่อนมีในช่วงฤดูกาลประมาณ เดือนมกราคม-มิถุนายนของทุกปีเท่านั้น อาจเป็นอุปสรรคต่อผู้ประกอบการในการผลิตสารให้ความข้นหนืดจากลูกตาลอ่อน
            


             ในการใช้งบประมาณ ควรให้มีการเบิกจ่ายหมวดวัสดุ และค่าใช้สอยแบบถัวเฉลี่ยได้ เพราะการเขียนโครงการเริ่มตอนต้นปีงบประมาณ แต่ระหว่างดำเนินการทดลอง อาจมีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณที่คาดการณ์ และเขียนแจ้งในโครงการ เมื่อไม่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณข้ามหมวดได้ ทำให้การดำเนินงานที่ต้องการค่าใช้สอย แต่ไม่มีงบประมาณหมวดค่าใช้สอยเหลือแล้ว เช่น ค่าบริการวิเคราะห์องค์ประกอบและคุณภาพต่าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามผลการทดลองที่ดำเนินงาน ไม่สามารถระบุเฉพาะเจาะจงล่วงหน้าหลายเดือนได้ ทำให้ไม่สามารถดำเนินงานได้ แม้ว่าจะมีงบประมาณของโครงการในหมวดค่าวัสดุเหลืออยู่

ตัวชี้วัดกิจกรรมหลัก
ตัวชี้วัด เป้าหมาย ผลที่ได้ รายละเอียด
1) จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริ (ตัวชี้วัด ม.) 5 ผลิตภัณฑ์ 0 ผลิตภัณฑ์
2) จำนวนทรัพยากรธรรมชาติ ที่รวบรวมเข้าสู่กระบวนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ (ตัวชี้วัด ม.) 20 ชนิด 0 ชนิด
3) จำนวนชุมชนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (ตัวชี้วัด ม.) 3 ชุมชน 0 ชุมชน
4) ร้อยละความสำเร็จตามแผนอนุรักษ์พืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (ตัวชี้วัด ม.) ร้อยละ 80 ร้อยละ 0