เจ้านายกับต้นไม้เมืองเพชร

ได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเมืองเพชรบุรีตอนหนึ่งว่า “เมืองเพชรบุรีเป็นภูมิฐานอันงดงามและสมบูรณ์ เคยเป็นที่ประพาสของพระเจ้าแผ่นดินแต่กาลก่อนตลอดมา”

ในขณะเมื่อทรงครองราชสมบัติก็ได้เสด็จประพาส จ.เพชรบุรี เป็นประจำตลอดรัชกาล และยังได้โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ว่าราชการเมืองเพชรบุรีสมัยนั้น พระยา สุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทียน บุนนาค) ดำเนินการจัดซื้อที่ดินที่บ้านปืน ต.บ้านหม้อ ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ที่เรียกว่าพระคลังข้างที่ เป็นเนื้อที่ประมาณ 400 ไร่ เพื่อสร้าง “พระราชวังบ้านปืน” ก่อนก่อสร้างพระราชวังบ้านปืนในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวพระตำหนักยังสร้างไปไม่ได้มาก พระองค์ก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ดำเนินการก่อสร้างต่อ จนสำเร็จ รวมเวลาก่อสร้างประมาณ 8 ปี ได้พระราชทานนามพระราชวังบ้านปืนใหม่ว่า “พระราชวังรามราชนิเวศน์”

อนุสรณ์แห่งพระราชวังรามราชนิเวศน์ได้ก่อ ผลให้เกิดอนุสรณ์ต่างๆ ใน จ.เพชรบุรี อีกมากมาย เช่น ถนนราชดำเนิน ถนนราชดำริ ถนนดำรงรักษ์ ถนนบริพัตร สะพานอุรุพงษ์ ถนนหาดเจ้าสำราญ รถไฟสายหาดเจ้าสำราญ ต้นมะฮอกกานี และทุนศิลปาชีพ สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อชาวเพชรบุรีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะถนนทั้ง 4 สาย คือ ถนนราชดำเนิน ดำรงรักษ์ ราชดำริ และถนนบริพัตร นับเป็นพระราชมรดกตกทอดสืบมาถึงปัจจุบัน และสิ่งที่สำคัญมีคุณค่ายิ่งนอกไปจากการใช้สัญจรไปมาก็คือต้นไม้ที่ทรงปลูกประดับริมถนน ได้แก่ ต้นมะฮอกกานี โดยทรงให้ปลูกช่องห่างระหว่างต้นประมาณ 10-11 เมตร ดังนี้

ถนนราชดำเนิน – ทรงให้ปลูกทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก

ถนนราชดำริ – ทรงให้ปลูกทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งด้านเหนือและฝั่งด้านใต้

ถนนดำรงรักษ์ – ทรงให้ปลูกทางฝั่งซ้ายด้านเดียว เนื่องจากตัวถนนแคบ

ถนนบริพัตร – ทรงให้ปลูกทั้งสองฝั่ง คือ ฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก

รวมเป็นต้นมะฮอกกานีที่ปลูกในครั้งนั้นเกือบ 1,000 ต้น ต้นมะฮอกกานีที่ทรงให้ปลูกเหล่านี้ได้ทรงให้นำพันธุ์มาจากต่างประเทศในคราวเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 เป็นมะฮอกกานีพันธุ์ใบใหญ่ เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่เนื้อแข็ง มีกลิ่นหอมเป็นไม้เศรษฐกิจและนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

นับตั้งแต่ปลูกจนถึงปัจจุบัน ต้นมะฮอกกานีเหล่านี้มีอายุได้ถึง 99 ปี ได้ให้ความร่มรื่น สวยงาม เป็นศักดิ์เป็นศรีแก่บ้านเมือง ผู้ผ่านไปมาก็ได้รับความร่มเย็นสมกับการอนุรักษ์ป่า ต้นไม้ และ สิ่งแวดล้อม นับเป็นพระบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นพระราชมรดกแก่ชาวเพชรบุรี

พระราชมรดกนี้ พระองค์ทรงรักและหวงแหนยิ่ง ซึ่งชาวเพชรบุรีควรอนุรักษ์ รักษา และถนอมให้คงอยู่คู่กับถนนทั้ง 4 สายต่อไปไม่สิ้นสูญ แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันนี้ หน่วยราชการภาครัฐได้โค่นและตัดต้นมะฮอกกานีไปเกือบหมดแล้ว

แม้แต่ต้นมะฮอกกานีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งก็อยู่ที่หน้าพระราชวังรามราชนิเวศน์ แห่งนี้ก็ถูกตัดไปเสียแล้ว โดยให้เหตุผลว่าเป็นความจำเป็นทางด้านการจราจร ซึ่งย่อมทำให้กลุ่มองค์กรเอกชนที่อนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่พอใจ จึงได้เรียกร้องและต่อสู้ในการอนุรักษ์ให้ต้นมะฮอกกานี ซึ่งเป็นต้นไม้คู่บ้านคู่เมืองของ จ.เพชรบุรี ยังคงอยู่คู่เมืองเพชรตลอดไป

วันที่ 7 ส.ค. 2541 จ.เพชรบุรี และกลุ่มคนรักเมืองเพชร ซึ่งมีเครือข่ายประกอบด้วย ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพชรบุรี กลุ่มยายกับตา กลุ่มหอวัฒนธรรม ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปพระราชทานและทรงปลูกต้นมะฮอกกานี ตลอดจนทรงหลั่งน้ำเพื่ออนุรักษ์ต้นมะฮอกกานีและคืนชีวีให้แม่น้ำเพชร ชาวเมืองเพชรจึงถือวันที่ 7 ส.ค. 2541 เป็นวันประวัติศาสตร์ของเมืองเพชร และทาง จ.เพชรบุรี ก็กำหนดให้วันที่ 7 ส.ค. ของทุกปีเป็นวันอนุรักษ์ต้นมะฮอกกานีและแม่น้ำเพชร โดยมีการแจกพันธุ์ไม้มะฮอกกานีให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปปลูกในพื้นที่ของตนทุกปี จึงทำให้ต้นมะฮอกกานีมีปริมาณมากขึ้นใน จ.เพชรบุรี โดยแพร่หลายไปในท้องที่ต่างๆ

นอกจากต้นมะฮอกกานียังมีต้นไม้ อีกชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ จ.เพชรบุรี ก็คือ ต้นยางนา เมื่อปี 2503 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแปรพระราชฐาน ณ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ผ่านป่ายางนาสูงใหญ่สองข้างทางถนนเพชรเกษม อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี มีพระราชดำริที่จะสงวนป่ายางไว้ แต่เนื่องจากมีราษฎรเข้าไปทำไร่ทำสวนในบริเวณดังกล่าว พระองค์ท่านจึงทรงทดลองปลูกต้นยางเอง โดยทรงนำเมล็ดยางที่เก็บจากต้นยางนาที่ อ.ท่ายาง มาเพาะในพระ ตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล และนำไปปลูกในแปลงทดลองป่าสาธิต บริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน

ยางนาจัดเป็นไม้ไทยที่ใช้สอยได้สารพัดประโยชน์ กล่าวคือ เป็นไม้อเนกประสงค์ แทบทุกส่วนนำมาใช้ได้ ไม่ว่าเนื้อไม้ใช้ทั้งโครงสร้างภายในทำไม้อัด ต่อเรือ ยาง (น้ำมันจากไม้) ใช้เป็น เชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซล ชันยาเรือ ยาภาชนะไม้ไผ่

ยางนา ยังมีฤทธิ์ป้องกันแผลเน่าและแก้โรคเรื้อนอีกด้วย

แม้ทุกวันนี้ต้นยางนาที่ อ.ท่ายาง ได้สูญสิ้นเกือบหมดแล้ว แต่พันธุ์ยางนาเหล่านั้นยังอนุรักษ์ไว้ได้ที่สวนจิตรลดา ถือเป็นสวนป่ายางนาที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยเลยทีเดียว

ขณะเดียวกันก็มีเครือข่ายปลูกยางนา ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเกิดขึ้นทั่วประเทศ เพื่อเป็นการสืบสานพระปณิธานเดินตามรอยพ่อ และด้วยความตระหนักถึงคุณค่าอเนกอนันต์ของยางนา ซึ่งคนไทยทุกคนก็สามารถมีส่วนร่วมได้ เพียงมีพื้นที่ว่างแปลงเล็กๆ

ดังนั้น ชาว จ.เพชรบุรี ควรตื่นตัว และตระหนักถึงคุณค่าของต้นยางนา แล้วหันมาเริ่มดำเนินโครงการในชุมชนที่เรียกว่า “โครงการอนุรักษ์ยางนาตาม แนวพระราชดำริเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน”

ที่มา : http://www.posttoday.com/lifestyle.php?id=66339

This entry was posted in เรื่องเล่าดีๆ and tagged , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>